ภาวะ “เงินฝืดทางเทคโนโลยี” (Technological Deflation) ที่ขับเคลื่อนโดยปัญญาประดิษฐ์ (AI) อาจกลายเป็นแรงผลักดันสำคัญที่ดันราคา Bitcoin ทะยานสู่ระดับ 11 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2036 ตามมุมมองของ Joe Burnett นักยุทธศาสตร์จาก Strive
รายงานที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 2 มีนาคม 2569 ระบุว่า การเพิ่มขึ้นของประสิทธิภาพการผลิตจาก AI จะกดดันราคาสินค้าและบริการให้ลดลงต่อเนื่อง ซึ่งแม้จะเป็นผลดีต่อผู้บริโภค แต่กลับสร้างแรงบีบต่อกำไรธุรกิจ และอาจผลักดันให้ธนาคารกลางทั่วโลกต้องใช้นโยบายการเงินแบบผ่อนคลายอย่างต่อเนื่อง
“กรณีฐานของผมสำหรับไตรมาส 1 ปี 2036 คือ 11 ล้านดอลลาร์ต่อ Bitcoin” Burnett ระบุ
สมมติฐานเชิงรุก: Bitcoin ครอง 12% ของสินทรัพย์การเงินโลก
Burnett ประเมินว่า ภายในปี 2036
-
Bitcoin จะมีสัดส่วนราว 12% ของสินทรัพย์ทางการเงินทั่วโลก
-
ความมั่งคั่งทั่วโลกจะเติบโตเฉลี่ย 7% ต่อปี
-
มูลค่าตลาดรวม (Market Cap) ของ Bitcoin จะเพิ่มขึ้นกว่า 176 เท่า แตะระดับราว 230 ล้านล้านดอลลาร์
ปัจจุบัน Bitcoin มีสัดส่วนเพียงประมาณ 0.2% ของสินทรัพย์การเงินทั้งหมด
ด้าน Nic Puckrin ผู้ร่วมก่อตั้งและนักวิเคราะห์ตลาดหลักของ Coin Bureau ให้ความเห็นว่า การคาดการณ์นี้สะท้อนภาพที่ Bitcoin กลายเป็น “สินทรัพย์สำรองหลักของโลก” ควบคู่กับนโยบายการเงินแบบผ่อนคลายเชิงโครงสร้าง
เขาชี้ว่า หากราคาแตะ 11 ล้านดอลลาร์จริง จะหมายถึง:
-
มูลค่าใหญ่กว่าปริมาณเงิน M2 ของสหรัฐฯ ปัจจุบันราว 10 เท่า
-
ใหญ่กว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ เกือบ 4 เท่า
-
เกือบ 2 เท่าของ GDP โลกปัจจุบัน
อัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปี (CAGR) ที่ต้องเกิดขึ้นอยู่ที่ประมาณ 53% ซึ่งแม้จะสูง แต่ยังใกล้เคียงกับ CAGR เฉลี่ย 60% ของ Bitcoin ในช่วงปี 2015–2024
“เครื่องยนต์เงินฝืดจาก AI” กับแรงกดดันระบบหนี้
ทฤษฎีของ Burnett ตั้งอยู่บนแนวคิดที่เรียกว่า “AI Deflation Engine” โดยมองว่า AI จะทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงอย่างต่อเนื่อง จนนำไปสู่แรงกดดันเงินฝืดเชิงโครงสร้าง
ในระบบการเงินแบบ Fiat ที่อิงกับหนี้
-
ราคาสินทรัพย์และค่าจ้างอาจลดลง
-
แต่ภาระหนี้ยังคงอยู่ในมูลค่าเดิม (Nominal terms)
สถานการณ์เช่นนี้อาจทำให้ตลาดสินเชื่อขาดเสถียรภาพ และบีบให้ธนาคารกลางต้องเพิ่มสภาพคล่องเข้าสู่ระบบ เพื่อหลีกเลี่ยงวงจรเงินฝืด
“เมื่อ AI ขับเคลื่อนเงินฝืดในเศรษฐกิจจริง หน่วยงานการเงินจะต้องขยายสภาพคล่องเพื่อรักษาเสถียรภาพ” Burnett ระบุ
ผลลัพธ์คือ ปริมาณเงินที่เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะที่สินทรัพย์ขาดแคลนอย่าง Bitcoin มีอุปทานจำกัด
การเกิดขึ้นของ “Digital Credit” หนุนแรงซื้อ
รายงานยังกล่าวถึงแนวโน้ม “Digital Credit” ซึ่งเป็นโมเดลการระดมทุนผ่านหลักทรัพย์ที่มี Bitcoin หนุนหลัง เพื่อสร้างผลตอบแทนในรูปดอลลาร์สหรัฐ โดยบริษัทที่ถือ Bitcoin จำนวนมากเป็นทุนสำรอง
Burnett มองว่าโครงสร้างนี้จะสร้าง “วงจรสะท้อนกลับ” (Reflexive Loop) ระหว่าง
-
ความต้องการผลตอบแทน
-
การสะสม Bitcoin
-
การออกตราสารใหม่เพื่อซื้อเพิ่ม
อย่างไรก็ตาม เป้าหมาย 11 ล้านดอลลาร์ยังสูงกว่าประมาณการขาขึ้นของหลายสถาบัน ตัวอย่างเช่น ARK Invest เคยประเมินราคา Bitcoin ในปี 2030 ไว้ที่ 1.5 ล้านดอลลาร์ในกรณีขาขึ้น และ 300,000 ดอลลาร์ในกรณีขาลง
มุมมองเชิงกลยุทธ์
แม้การคาดการณ์ดังกล่าวจะตั้งอยู่บนสมมติฐานเชิงรุกหลายประการ แต่ประเด็นสำคัญคือแนวคิด “เงินฝืดจากเทคโนโลยี” อาจกลายเป็นแรงกดดันระยะยาวที่เปลี่ยนสมการนโยบายการเงินโลก และทำให้สินทรัพย์ที่มีอุปทานจำกัดอย่าง Bitcoin ถูกจับตามองมากขึ้นในฐานะเครื่องมือป้องกันความเสี่ยงจากการขยายตัวของปริมาณเงิน
-----------------------------------------------------
เพิ่มเพื่อนรับข่าวสารตลาดหุ้น Forex และบทความดีๆ ด้านการเงิน การลงทุน ฟรี !!
http://line.me/ti/p/%40zhq5011b
Line ID:@fxhanuman
Web : https://www.fxhanuman.com
Web : https://www.eluforex.com/
FB:https://www.facebook.com/review.forex.broker/
เยี่ยมชม partner ของเราที่ Eluforex รีวิวโบรกเกอร์ Forex
#forex #ลงทุน #peppers #xm #fbs #exness #icmarkets #avatrade #fxtm #tickmill #fxpro #fxopen #fxcl #forex4you























